Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ฉันปิดหนังสือเล่มนั้น แล้ววางไว้บนชั้นวางหนังสือ
ก่อนหน้านั้นมันจะถูกฉันหยิบมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นับตั้งแต่ประมาณต้นๆ ปี 2548
แรกๆ หนังสือเล่มนี้วางอยู่บนชั้นหนังสือในส่วนที่-
ฉันจัดไว้โดยเฉพาะสำหรับหนังสือที่พึ่งเริ่มอ่าน
เพราะเมื่อเริ่มเปิดอ่านครั้งแรกนั้น อ่านไปได้เพียงแค่หน้าสองหน้า
ก็เป็นอันว่ามีเล่มอื่นที่น่าสนใจกว่า สนุกกว่า ให้นึกถึง
ฉันจึงเปิดเล่มอื่นๆ อ่านต่อจากที่อ่านค้างไว้
แล้วนำหนังสือเล่มที่ว่านี้ไปเก็บไว้ที่ตำแหน่งเดิม
ขอเรียกเล่มนี้ว่า ” ต้นปี 48 “
หน้าปกของ “ต้นปี48” ไม่ได้โดดเด่นสะดุดตามากมาย ออกจะราบๆ เรียบๆ
ท่วงทำนองของการเขียนในหน้าแรกๆ ก็ไม่ต่างไปจากหน้าปกนัก
เพียงแต่ว่าสามารถรู้สึกได้ถึงพลังประหลาดบางอย่าง
ที่ทำให้ฉันเลือกที่จะวางไว้ในชั้นหนังสือส่วนตัว
เพื่อที่เมื่อมีเวลา เมื่อนึกถึง จะหยิบมาเปิดอ่านหน้าต่อไปและต่อไป

จากแรกๆ ที่อ่านแล้วไปวางในชั้นวางหนังสือ แล้วหยิบเล่มอื่นๆ อ่านสลับกัน
ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นอ่านแล้ววางไว้ใต้หมอน เพื่อที่เมื่อนึกถึงจะได้หยิบง่าย
กลายเป็นว่าฉันติดหนังสือเล่มนี้หนึบหนับเมื่ออ่านมาถึงประมาณกลางๆ เล่ม
คืนไหนนอนไม่หลับ การอ่าน “ต้นปี 48 ” ก็ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลาย
บางวันฉันต้องออกไปธุระตามที่ต่างๆ ฉันก็หยิบติดไม้ติดมือไปอ่านด้วย
วิธีอ่านก็ต่างจากหนังสือเล่มอื่นๆ ฉันอ่านบางหน้าซ้ำแล้วซ้ำอีก
บางทีก็อ่านจากหน้าแรกๆ แล้วกระโดดไปหน้าท้ายๆ วนไปเวียนมา
บางประโยคบางย่อหน้า อ่านเป็นสิบเป็นร้อยรอบ จำได้ขึ้นใจ
เรื่องราวต่างๆ ของ “ต้นปี 48” วนเวียนอยู่ในหัวของฉันทั้งวันทั้งคืน
ไม่ว่าหลับไม่ว่าตื่น อาจเรียกว่าหลงรักทุกตัวอักษรเลยทีเดียว

ดูเหมือนว่า..
การที่เรารักหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งสักเล่มไม่น่าจะเสียหายอะไร
แต่ “ต้นปี48” ก็ก่อให้เกิดปัญหากับฉันจนได้
ฉันแยกความรู้สึกต่างๆที่มีต่อหนังสือเล่มนี้ออกจากความคิดและชีวิตจริงไม่ได้
หลายคนบอกว่าฉันซึมเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด เขาดูออกว่าเพราะหนังสือ
ฉันอ่อนไหวไปกับภาวะของเรื่องราว เอาใจช่วย อวยพร หวังดี โกรธเกรี้ยว
และอีกหลายๆ ความรุ้สึกที่เกาะติด
ฉันร้องไห้บ่อย จนรู้สึกรำคาญใจในความขี้แงอ่อนแอของตัวเอง
เพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่งบอกว่า ฉันอาการหนัก
ปล่อยให้หนังสือเล่มหนึ่งมีอิทธิพลต่อความรุ้สึกขนาดนี้ได้ยังไง
ฉันไม่ต่อปากต่อคำ ยังคงก้มหน้าก้มตาอ่านต่อไป
อ่านแล้วยิ้ม อ่านแล้วหัวเราะ อ่านแล้วอบอุ่น
อ่านแล้วเศร้า อ่านแล้วสุข …
แล้วจู่ๆ บางหน้าก็ขาดหายไป
มีร่องรอยของการเขียนแล้วลบทิ้งอย่างไม่แยแสเสียด้วย
ทำให้เรื่องราวไม่ค่อยปะติดปะต่อ ซับซ้อนวกไปวนมา
จนฉันงงไปหมด อาจเป็นได้ว่าคนเขียนเองก็ งงๆ
ว่าจะเดินเรื่องช่วงนั้นๆยังไงดี
เขาจึงข้ามๆ ไป ทำลืมๆ ตอนสำคัญๆ บางตอนไป
คนอ่านอย่างฉันจึงได้แต่เสียดายและไม่เข้าใจ
ถึงขั้นตีโพยตีพายเขียนจดหมายต่อว่าโวยวายว่าคนเขียนช่างใจร้าย
แล้งน้ำใจกับคนอ่านที่ซื่อสัตย์ต่องานเขียนของเขาอย่างฉันได้อย่างไร

จะนับว่าเป็นโชคดีของฉันหรืออย่างไรไม่ทราบ
วันนี้ฉันเปิด “ต้นปี48” ไปถึงหน้าท้ายๆ ของเล่ม
เป็นหน้าหนึ่งหน้าเดียวที่ฉันไม่เคยเห็นไม่เคยเปิดอ่าน
ฉันจึงอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจอย่างยิ่ง
แล้วพบว่า …
บทสรุปของเล่มทั้งหมดอยู่ที่หน้านี้นั่นเอง
และทำให้ฉันตัดสินใจว่าต่อไปนี้ฉันจะได้กลับออกไปสู่โลกภายนอก
ใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวา สบายใจ ปลอดโปร่งโล่งใจ
นับจากวันนี้ฉันไม่ต้องรู้สึกเอาใจช่วย ไม่ต้องห่วงใย
ไม่ต้องใส่ใจอะไรๆ ที่เป็นหนังสือเล่มนี้อีก

“ต้นปี 48” ฉันรู้จักเธอดีพอแล้ว

เธอจึงไม่มีอะไรที่น่าสนใจสำหรับฉันอีกต่อไป
เธอเป็นเพียงหนังสือที่ฉันใช้เวลาอ่านตั้งแต่ต้นปี 2548
จนถึงวันนี้ เกือบๆ สิ้นปี 2552 เพียงเพื่อจะพบว่า

เธอช่างเป็นหนังสือที่ไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปเอาซะเลย

ฉันปิด “ต้นปี 48” เอาไปเก็บในชั้นหนังสือ ส่วนที่ฉันจัดไว้โดยเฉพาะ
สำหรับหนังสือที่อ่านแล้วและไม่ประทับใจ
( ส่วนใหญ่แล้วหนังสือที่อยู่ในชั้นนี้จะถูกหลงลืมหรือทิ้งหรือบริจาคในวันข้างหน้าเสมอ)

เพราะมั่นใจว่าจะไม่หยิบ “ต้นปี48” มาเปิดอ่านอีกแล้ว แน่ๆ

2012 และ This is it

สำหรับหนังสองเรื่องนี้ มีหนึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดคำถามเหมือนกันมากๆ

ก็คือว่า…  ทำไมค่าตั๋วมันแพงอย่างนี้

ถามพนักงานขายตั๋ว ก็ได้คำตอบว่า

This is it ฉายเฉพาะโรงดิจิตอลเท่านั้น ราคาจึงเป็น 150  กับ 160

2012  หนังยาว เลยขอเพิ่มราคาตั๋วเป็น 140 กับ 150

This is it  .. ดูแล้วชอบไมเคิลมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

สมแล้วที่เป็นซุปเปอร์สตาร์ของโลก ใส่ใจรายละเอียดของงานทุกเม็ด

นิสัยการทำงานร่วมกับผู้อื่นดีมาก มารยาทดีมาก ฉลาดวางตัว

มีความมุ่งมั่นทุ่มเทสูง อดทนสูง 

ความสามารถทั้งร้องทั้งเต้นทั้งการสร้างสรรค์อย่างเทพ 

โดยรวมๆ แล้วหนังเรื่องนี้ดูเพลินดี ทูอินวัน ทั้งหนังทั้งคอนเสิร์ต

สรุปว่าไม่เสียดายตังค์

..

2012  เทคนิคต่างๆ อลังการงานสร้างภาพ

เนื้อเรื่องก็ตามสไตล์หนังมหันตภัยทั้งหลายทั้งปวง

แต่ความสมจริงนานับประการนี่ควรมองข้ามและทำใจว่ามันคือหนังนะจ๊ะเธอ

ชอบ The day after tomorrow มากกว่า

ไม่เสียดายตังค์แต่คราวหน้าถ้ามีหนังแนวนี้อีกก็ไม่ดูแล้วแหละ

..เทศกาลดูหนัง..

..

แปลกใจว่าทำไมเดือนนี้ จึงเป็นเดือนที่ไปดูหนังบ่อยๆ  ทั้งๆที่ในกระเป๋ามีตังค์โคดจะน้อย

แต่ว่า  แต่ละเรื่องก็ อร๊อย อร่อย  ตังค์ที่ว่าน้อยๆ เลยรู้สึกคุ้ม

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ดูแล้วละเมออยากเจอลุง(เคน)บ่อยๆ

 มหาลัยสยองขวัญ ใจสั่นเล็กน้อย  อาจจะด้อยกว่าเรื่องอื่นหน่อยไม่ค่อยประทับใจ

 ”เฉือน” นี่ซิ่ ที่สุโค่ยยยยย แม่เจ้าโว้ย เป็นหนังไทยที่บทเจ๋ง

มีบ้างบางช็อตน่ายำเกรง แนววังเวงหดหู่สะเทือนใจ

และมีบ้างบางอย่างแอบเวอร์ไป   แฟนตาซีนิดๆ แต่ยังไหว

ไม่ค่อยสมเหตุผลแต่เข้าใจ มองข้ามได้ไม่คิดมาก … ชอบจังเล้ย

อาทิตย์นี้ว่าจะดู พี่ไมเคิล อาทิตย์หน้าอีกเรื่องโลกถล่ม สองศูนย์หนึ่งสอง จะไปดูกับอีกคน

แล้วก็จน อีกหนึ่งเดือน …  แน่ๆ เยย

..

..

จะกล่าวถึงกรุงศรีอยุธยา
เป็นกรุงรัตนราชพระศาสนา มหาดิเรกอันเลิศล้น
เป็นที่ปรากฏรจนา สรรเสริญอยุธยาทุกแห่งหน
ทุกบุรีสีมามณฑล จบสกลลูกค้าวาณิช
ทุกประเทศสิบสองภาษา ย่อมมาพึ่งกรุงศรีอยุธยาเป็นอัครนิตย์
ประชาราษฎร์ปราศจากภัยพิษ ทั้งความพิกลจริตแลความทุกข์
ฝ่ายองค์พระบรมราชา ครองขัณฑสีมาเป็นสุข
ด้วยพระกฤษฎีกาทำนุก จึ่งอยู่เย็นเป็นสุขสวัสดี
เป็นที่อาศัยแก่มนุษย์ในใต้หล้า เป็นที่อาศัยแก่เทวาทุกราศี
ทุกนิกรนรชนมนตรี คหบดีชีพราหมณพฤฒา
ประดุจดั่งศาลาอาศัย ดั่งหนึ่งร่มพระไทรอันสาขา
ประดุจหนึ่งแม่น้ำพระคงคา เป็นที่สิเน่หาเมื่อกันดาน
ด้วยพระเดชเดชาอานุภาพ อาจปราบไพรีทุกทิศาน
ทุกประเทศเขตขัณฑ์บันดาล แต่งเครื่องบรรณาการมานอบนบ
กรุงศรีอยุธยานั้นสมบูรณ์ เพิ่มพูนด้วยพระเกียรติขจรจบ
อุดมบรมสุขทั้งแผ่นพิภพ จนคำรบศักราชได้สองพัน
คราทีนั้นฝูงสัตว์ทั้งหลาย จะเกิดความอันตรายเป็นแม่นมั่น
ด้วยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงทศพิธราชธรรม์ จึงเกิดเข็ญเป็นมหัศจรรย์สิบหกประการ
คือเดือนดาวดินฟ้าจะอาเพศ อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทิศาน
มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาฬ เกิดนิมิตพิศดารทุกบ้านเมือง
พระคงคาจะแดงเดือดดั่งเลือดนก อกแผ่นดินเป็นบ้าฟ้าจะเหลือง
ผีป่าก็จะวิ่งเข้าสิงเมือง ผีเมืองนั้นจะออกไปอยู่ไพร
พระเสื้อเมืองจะเอาตัวหนี พระกาฬกุลีจะเข้ามาเป็นไส้
พระธรณีจะตีอกไห้ อกพระกาฬจะไหม้อยู่เกรียมกรม
ในลักษณ์ทำนายไว้บ่ห่อนผิด เมื่อวินิศพิศดูก็เห็นสม
มิใช่เทศกาลร้อนก็ร้อนระงม มิใช่เทศกาลลมลมก็พัด
มิใช่เทศกาลหนาวก็หนาวพ้น มิใช่เทศกาลฝนฝนก็อุบัติ
ทุกต้นไม้หย่อมหญ้าสาระพัด เกิดวิบัตินานาทั่วสากล
เทวดาซึ่งรักษาพระศาสนา จะรักษาแต่คนฝ่ายอกุศล
สัปบุรุษจะแพ้แก่ทรชน มิตรตนจะฆ่าซึ่งความรัก
ภรรยาจะฆ่าซึ่งคุณผัว คนชั่วจะมล้างผู้มีศักดิ์
ลูกศิษย์จะสู้ครูพัก จะหาญหักผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย
ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย
กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม
ผู้มีตระกูลจะสูญเผ่า เพราะจันฑาลมันเข้ามาเสพสม
ผู้มีศีลนั้นจะเสียซึ่งอารมณ์ เพราะสมัครสมาคมด้วยมารยา
พระมหากระษัตริย์จะเสื่อมสิงหนาท ประเทศราชจะเสื่อมซึ่งยศถา
อาสัตย์จะเลื่องลือชา พระธรรมาจะตกลึกลับ
ผู้กล้าจะเสื่อมใจหาญ จะสาบสูญวิชาการทั้งปวงสรรพ
ผู้มีสินจะถอยจากทรัพย์ สัปบุรุษจะอับซึ่งน้ำใจ
ทั้งอายุศม์จะถอยเคลื่อนจากเดือนปี ประเวณีจะแปรปรวนตามวิสัย
ทั้งพืชแผ่นดินจะผ่อนไป ผลหมากรากไม้จะถอยรส
ทั้งแพทยพรรณว่านยาก็อาเพศ เคยเป็นคุณวิเศษก็เสื่อมหมด
จวงจันทน์พรรณไม้อันหอมรส จะถอยถดไปตามประเพณี
ทั้งข้าวก็จะยากหมากจะแพง สาระพันจะแห้งแล้งเป็นถ้วนถี่
จะบังเกีดทรพิษมิคสัญญี ฝูงผีจะวิ่งเข้าปลอมคน
กรุงประเทศราชธานี จะเกิดการกุลีทุกแห่งหน
จะอ้างว้างอกใจทั้งไพร่พล จะสาละวนทั่วโลกทั้งหญิงชาย
จะร้อนอกสมณาประชาราช จะเกิดเข็ญเป็นอุบาทว์นั้นมากหลาย
จะรบราฆ่าฟันกันวุ่นวาย ฝูงคนจะล้มตายลงเป็นเบือ
ทางน้ำก็จะแห้งเป็นทางบก เวียงวังก็จะรกเป็นป่าเสือ
แต่สิงห์สารสัตว์เนื้อเบื้อ นั้นจะหลงหลอเหลือในแผ่นดิน
ทั้งผู้คนสาระพัดสัตว์ทั้งหลาย จะสาบสูญล้มตายเสียหมดสิ้น
ด้วยพระกาฬจะมาผลาญแผ่นดิน จะสูญสิ้นการณรงค์สงคราม
กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม จนสิ้นนามศักราชห้าพัน
กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์ นับวันจะเสื่อมสูญเอยฯ

..( ขอขอบคุณ วิกิพีเดีย )..

..

นอกจากเว็บบล็อกแห่งนี้แล้ว ฉันยังมีเว็บบล็อกที่อื่นๆ เป็นสมาชิกเว็บอื่นๆ อีกมากมาย ก็ตามๆ ที่มีอีเมล์ส่งมาให้แอดนั่นนี่โน่นตามยุคสมัย ไฮไฟว์ เฟซบุค ทวิตเตอร์และอื่นๆ อีกมากมายจนกระทั่งบางครั้งหลงลืมไปว่าตัวเองเคยมีล็อกอินไว้ที่ไหนบ้าง เพราะที่ๆ จะอัพเดทสม่ำเสมอจริงๆ ก็มีอยู่แค่สองสามเว็บเท่านั้น  

“เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา”  เป็นหนึ่งในเอนทรี่ที่ฉันโพสท์ไว้แทบทุกเว็บบล็อก และพึ่งจะมาสังเกตสังกาตัวเลขจำนวนการคลิกอ่านอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะจะมีสถิติหนาแน่นเมื่อมีข่าวเหตุการณ์บ้านเมืองที่ร้อนแรง หรือมีบุคคลในข่าวการเมืองที่พฤติกรรมของเขาเหล่านั้นมีผลกระทบถึงความรู้สึกประชาชนอย่างกว้างขวาง อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีคนหวนคิดถึงเรื่องราวในคำทำนายนี้ขึ้นมา และอินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งที่น่าจะค้นคว้าหาอ่านได้สะดวก

ตัวฉันเองก็เช่นกัน มักจะนึกถึงบางวรรคบางตอนในเพลงยาวกรุงศรีอยุธยาเมื่อได้เห็นได้ยินได้ฟังข่าวเหตุการณ์บ้านเมือง  อดเปรียบเทียบไม่ได้จริงๆ  เพราะมันช่างละม้ายคล้ายคลึงและส่งผลใกล้เคียงกันมาก   โดยเฉพาะบทตอนต่อไปนี้

ภรรยาจะฆ่าซึ่งคุณผัว คนชั่วจะมล้างผู้มีศักดิ์
ลูกศิษย์จะสู้ครูพัก จะหาญหักผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย
ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย
กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม
ผู้มีตระกูลจะสูญเผ่า เพราะจันฑาลมันเข้ามาเสพสม
ผู้มีศีลนั้นจะเสียซึ่งอารมณ์ เพราะสมัครสมาคมด้วยมารยา

ฉันอดคิดถึงคำว่า จันฑาลไม่ได้จริงๆ เมื่อเห็นคนในข่าวบางคน ทั้งน้ำเสียง ลีลา สีหน้าสีตาและสิ่งที่พ่นออกมา   

คิดถึงวรรคที่ว่า “กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม”  เมื่อเห็นพฤติกรรมของกลุ่มก้อนมวลชนบางกลุ่มที่ออกมาสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้ประเทศชาติไม่รู้จบ   ฉันได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้บรรดากระเบื้องเหล่านั้นฟูลอยขึ้นมาได้จริงๆ

ไม่อยากเห็นเหตุการณ์ “ผีป่าก็จะวิ่งเข้าสิงเมือง ผีเมืองนั้นจะออกไปอยู่ไพร”

ฉันอัพเดทบล็อกไว้แค่นี้ก่อนละกัน เพราะต้องออกไปจัดการกับเสื้อผ้าที่ตากไว้หน้าบ้าน  เมื่อเช้านี้มองฟ้าทำท่าว่าแดดน่าจะดี มีลมคล้ายๆ ลมหนาวโชยมาให้ได้กลิ่นเทศกาลท่องเที่ยวในหน้าหนาว ฉันจึงซักเสื้อผ้าเป็นกระบุง แต่ตอนนี้ฝนตกเสียแล้ว โอ๊ว..อดนึกถึงบทนี้ไม่ได้จริงๆ

ในลักษณ์ทำนายไว้บ่ห่อนผิด เมื่อวินิศพิศดูก็เห็นสม
มิใช่เทศกาลร้อนก็ร้อนระงม มิใช่เทศกาลลมลมก็พัด
มิใช่เทศกาลหนาวก็หนาวพ้น มิใช่เทศกาลฝนฝนก็อุบัติ
ทุกต้นไม้หย่อมหญ้าสาระพัด เกิดวิบัตินานาทั่วสากล

..

..

คิดถึงอะไรๆ มากมาย
จิตวิ่งวุ่นวายไปถึงไหนต่อไหน
ถ้าหยุดให้นิ่งค้างได้นานสักหนึ่งนาที
แล้วเอาสิ่งต่างๆในหนึ่งนาทีนั้นมาเรียงๆ กัน
คงมีภาพคนเป็นร้อยคน
คงมีเพลงเป็นร้อยๆ เพลง
มีหนังสือเป็นสิบเป็นร้อยเล่ม
มีกลิ่นสารพัดกลิ่น มีสถานที่ต่างๆที่เราเคยรู้จักมากมาย

ผ่านนาทีนั้นไปสู่อีกนาทีหนึ่ง
หรืออาจเร็วกว่านั้นเพียงแค่ลมหายใจเข้าหนึ่งครั้ง
ลมหายใจออกหนึ่งครั้ง
ยังคงมีภาพมากมาย มีเรื่องราวมากมาย ..

น่าประหลาดใจที่พบว่า
มักจะมีภาพของคนๆหนึ่ง อยู่ในแทบทุกช่วงเวลาของความคิด
ภาพของเขา รอยยิ้มของเขา เพลงแบบที่เขาชอบฟัง
หนังสือแบบที่เขาชอบอ่าน เรื่องราวที่เขาสนใจ
สถานที่ที่ฉันเคยไปกับเขา และอะไรๆ อีกมากมายที่โยงใยถึงเขา

เธอคือลมหายใจ

ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริง แต่ฉันต้องยอมรับความจริงนี้อยู่คนเดียว
ไม่กล้าไปพูดให้ใครเขาฟังหรอกนะ
กลัวโดนข้อหา ” น้ำเน่า”
เน่ามานาน
ฉันยังไม่สามารถปรับปรุงสักที

..

RainnyDay1RainnyDay2RainnyDay3

RainnyDay4

.

.

เนื่องในโอกาสวันฝนตกแห่งชาติ  นึกถึงงานวาดๆเขียนๆ ชิ้นเก่า รู้สึกว่าบรรยากาศมันช่างเข้า  เข้ากั๊นเข้ากันกับวันชุ่มฉ่ำวันนี้  จึงไปขุดไปคุ้ยเอามาโพสอีกที วาดไว้สองสามปีแล้วหรือนี่ …  เวลาผ่านไปไวจริงๆ

ป.ล. ใครก็ได้ช่วยมาขับไล่ผีแร๊พออกไปจากร่างข้าพเจ้าที พักนี้พยายามจะพูดจะเขียนแบบธรรมดา ก็เป็นอันว่าต้องเข้าทำนองแร๊พจนได้ จนเพื่อนฝูงญาติพี่น้องต้องทำใจ มันเป็นอะไรมากไหม มันเป็นอะไรมากไหม มันเป็นอะไรมากไหมๆๆๆๆๆ

..

ตื่นเช้าอากาศแจ่มใส
ฟ้าสีสุดสวยมองแล้วสบายใจ
เปิดประตูหน้าต่างลมพัดมาพัดไป
แต่เอ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ ได้กลิ่นอะไร มันกลิ่นอะไร
คุ้นๆ เหมือนกับว่ามันอยู่ใกล้ๆ
เดินออกพ้นประตูรั้วจึงได้รู้ทันใด
กับดักกองใหญ่ ของใคร ของใคร

ของเจ้าเดิมเดิม ฉันจำหน้าตามันได้

อยากเรียกอาแปะ อาแปะคะ แวะมาดูหน่อยไหม
นี่มันขี้ของตัวโปรด ลูกรักอาแปะไง
มันมาขี้หน้าบ้าน หน้าบ้านหนู ทุกวี่ทุกวันไป
มันอดไม่ได้ มันอดไม่ได้ ..
หนูไม่ใช่คนขี้บ่น หนูไม่ใช่คนขี้โวยวาย
แต่ว่าวันนี้ มันอดไม่ได้ มันอดไม่ได้
ลมพัดเย็นสบาย ท้องฟ้าแจ่มใส
แต่ว่าทำไม แต่ว่าทำไม
ขี้หมาอาแปะ มันถึงกองอยู่ตรงนี้ได้
เสียบรรยากาศ เพราะหมาไร้มารยาท
ขอป่าวประกาศว่าจากนี้ไป
หนูจะไม่ทน หนูจะบ่น จะโวยวาย
ขอให้อาแปะ อบรมมันให้ไวไว
กรุณาไปขี้ในที่ของอาแปะจะได้ไหม
นี่มันหน้าบ้านของชาวบ้านเขา..จะมาขี้ไม่ได้
รบกวนอาแปะ สอนมันให้เข้าใจ
หรือว่าถ้ามันอดกลั้นไม่ไหว
มีเหตุฉุกเฉินต้องปล่อยกองใหญ่ตรงนี้ทันใด
รบกวนอาแปะมาเก็บไปจะได้ไหม
นึกว่าสงสาร นึกว่าเห็นใจ
เพื่อนบ้านตาดำๆ ที่ขำไม่ค่อยไหว
เมื่อเห็นขี้หมา เมื่อเหม็นขี้หมา ของอาแปะทุกวันไป
นะคะอาแปะ ก็แค่เรื่องนี้แหละที่หนูจะบ่นไป
ส่งยิ้มล่วงหน้า เพราะคิดว่าอาแปะคงใส่ใจ
ขอบคุณมากค่ะ หนูมัชฌิมาขอยกมือไหว้
ขอบคุณอีกที อาแปะคนดีมีน้ำใจ
หวังว่าพรุ่งนี้ ท้องฟ้าคงแจ่มใส
ลมพัดลมโชย ไร้กลิ่นขี้หมาที่มันสุดแสนจะทนได้
ลั้ลลา ลั้ลลา ลาแล้วขี้หมากองใหญ่
ลมพัดลมเย็น ไม่เหม็นขี้หมาของใคร เอ้าเฮ…

เยอิเยอิเยอิเย้ เยอิเยอิเยอี๊เย !

 

( จบ แร๊ปขี้หมา  มัชฌิมาเขียนไว้ ใช้เวลาสิบนาที บ่นออกมายาวยืดใช้ได้ )  เฮ้ว… เอ้า เฮ้ว เฮ้ว

 

..dogunji1

พวกผู้ใหญ่นี่อะไรก็ไม่รุ น่ารำคาญชะมัด

ไม่ได้รู้จักกันซะหน่อยก็ยังบังอาจบงการ

ให้หนูธุจ้า มั่งละ

ให้หนูยิ้มหวานๆ มั่งละ

พอหนูไม่ยิ้ม  ก็ทำหน้าผิดหวัง

บางคนถึงกับพูดออกมาว่า ท่าทางเจ้าหนูนี่จะเอาเรื่องนะ

หนูกำลังง่วงนอน และหิวนม ก็สั่งๆๆ ให้หนูธุจ้า ธุจ้าสิลูก

คุณแม่คงเมื่อยเพราะอุ้มหนูนานมากแล้ว

คุณแม่เลยบอกพวกผู้ใหญ่หน้าแปลกๆ พวกนั้นว่า

สงสัยแกง่วงนอนแล้วค่ะ

พึ่งจะสิบเดือนเองค่ะ แกยังไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ

หนูอยากจะบอกว่าไม่จริง

ใครบอกว่าหนูไม่รู้เรื่อง

หนูรู้ แต่หนูรำคาญ หนูไม่ชอบถูกบังคับ

หนูไม่อยากเป็นของเล่นของใคร

หนูไม่ใช่ตุ๊กตารีโมทคอนโทรลนะ

หนูง่วงน๊อนนนนนนน แง้ๆๆๆ

baby-can'tsmile

//
//

..

ฝันร้ายของฉันเป็นจริงขึ้นเมื่อประมาณสักเกือบๆ สามปีก่อน

เริ่มต้นตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำเสร็จ เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าจึงพบว่าเกิดเหตุมหัศจรรย์ขึ้นกับตู้เสื้อผ้าของฉัน  เสื้อผ้าตัวแล้วตัวเล่าที่เลือกมาใส่ล้วนแล้วแต่ทำให้ต้องพยายามสะกดจิตตัวเองว่า เสื้อผ้ามันหดหมดตู้น่ะเอง 

แต่แล้วข้อมูลแห่งความเป็นจริงมันก็ชิงแย่งพื้นที่ความคิดในหัวของฉันป่าวประกาศและโต้เถียงกับความเท็จที่ว่าเสื้อผ้ามันหดหมดตู้ด้วยประโยคสั้นง่าย เยาะเย้ยถากถางฉันครั้งแล้วครั้งเล่าว่า

” นังอ้วนๆๆๆ ๆๆๆ “

ก่อนหน้านั้นก็มีลางบอกเหตุหลายสิ่งอย่างด้วยกันเช่น

เรื่องง่ายๆอย่างเช่นการใส่กางเกงยีนส์ตัวโปรด ฉันกลับต้องลำบากลำบนไปกับการกระโดดๆเพื่อจะยัดขาและก้นขนาดมหึมาลงไป

เสื้อยืดไซส์เอส ไซส์เอ็มที่เคยใส่ได้สบายๆ สวยงาม กลับคับติ้วตะเข็บปริ บางตัวบางแบบใส่แล้วทำให้ฉันเปรี้ยวปากขึ้นมาเลย ภาพที่เห็นในกระจกกับภาพแหนมมัดมันช่างละม้ายกันเสียจริง

เป็นอันว่าฉันต้องพับเสื้อพวกนั้นเก็บเข้าที่ ยิ่งกางเกงยีนส์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเข้าไปใหญ่ ปล่อยมันนอนหลับใหลในมุมสงบของตู้เสื้อผ้าต่อไป

คงเหลือเพียงเสื้อเนปาลตัวโคร่งๆ กับเสื้อยืดตราห่านตัวหลวมๆ และ

กางเกงเลเท่านั้นที่เป็นเนื้อคู่ของฉัน

นับแต่นั้น จากที่เคยมีกางเกงเลแต่แบบที่เหมาะกับอยู่บ้านและเดินเล่นชายหาด

ฉันก็เริ่มเป็นบ้าคลั่ง หาซื้อ หาใส่ เพิ่มแบบเพิ่มสไตล์

มีทั้งกางเกงเลที่เป็นผ้าฝ้าย ผ้าบาติก ผ้าป่าน ผ้ายืด ผ้าไหม

งานราษฏร์ งานหลวง งานเอกชน งานชนแก้ว งานอะไรต่ออะไร..

ฉันก็ใส่แต่กางเกงเล

..

วันนี้ฉันจัดตู้เสื้อผ้าใหม่ ..

 เอาบรรดาเสื้อกางเกงที่ไม่สามารถยัดเยียดสรีระลงไปได้ออกไป

ตุ้เสื้อผ้าโล่งในทันใด คงหลงเหลือไอ้ที่ใส่ได้อยุ่ประมาณยี่สิบเปอร์เซนต์

ค่อนข้างตกใจกับจำนวนกางเกงเลที่มีทั้งหมด

ถ้าฉันไม่ซักผ้าเลยตลอดหนึ่งเดือน

ฉันก็มีกางเกงเลใส่ได้ทุกวันไม่ซ้ำกันเลยเชียว

 

..

lae

. . ลื ม ง่ า ย . .

ฉันมองตามเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากไปยังใบหน้าของเจ้าของเสียงนั้น มีหยดน้ำตาใสๆ ค้างอยู่บนแก้มป่องๆ ก่อนหน้านั้นฉันได้ยินเสียงร้องไห้จ๊ากๆ ที่คงมาจากเจ้าของใบหน้าเดียวกันนี้ แม่ของหนูน้อยพูดไปโดยรอบว่าเมื่อกี๊แกตกใจเสียงเครื่องนี่ค่ะ  เครื่องสกัดน้ำผลไม้มันคงเสียงดังมากน่ะเองเจ้าหนูจึงร้องจ๊ากอย่างนั้น เพียงแค่ชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียว ร้องไห้น้ำตายังไม่แห้งเลย แกเปลี่ยนจากตกใจเป็นชอบใจและไม่ยอมไปไหนด้วยรู้สึกสนุกกับเสียงของเจ้าเครื่องสกัดน้ำผลไม้นั่นเอามากๆ เลย แม่ของแกต้องอุ้มไว้อย่างนั้น ทั้งๆที่ก็ได้รับน้ำผลไม้ครบตามจำนวนที่ซื้อแล้ว 

ฉันเคยไหมนะ 

ต้นเหตุเดียวกัน.. ร้องไห้น้ำตายังไม่ทันแห้งก็หัวเราะได้แล้วน่ะ

Older Posts »