Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

.. .. น้ำเต้าหู้ เจ้านี้อร่อยที่สุดในโลก ..

ดูเหมือนว่าฉันจะโปรยชื่อบล็อกได้เวอร์มาก โฮ่ๆ ช่วยไม่ได้จริงๆ หากคนอื่นได้ชิมแล้วจะเถียงสุดใจขาดดิ้นว่าไม่อร่อย ก็ในเมื่อฉันคิดของฉันแบบนี้เพราะว่ามันเป็นน้ำเต้าหู้ฝีมือฉันเอง ต้องขอขอบพระคุณบรรดาท่านที่เขียนสูตรน้ำเต้าหู้สารพัดสารพันกลเม็ดเคล็ดลับไว้ในเว็บไซต์ ไดอารีออนไลน์ เว็บบอร์ด เว็บบล็อกต่างๆ มากมายมหาศาล .. ขอย้ำว่า มีอยู่อย่างมหาศาล

ซึ่งสรุปได้ใจความว่า น้ำเต้าหู้เป็นเครื่องดื่มมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทำไม่ยาก ราคาไม่แพง อุปกรณ์ไม่ยุ่งยาก ที่บ้านเราก็มีพร้อมนะเนี่ย .. เหลือแค่ว่าจะขยันไหม มีแรงบันดาลใจมากพอที่จะมานั่งทำเองไหม หรือคิดไปคิดมาแล้วไปซื้อเขากินดีกว่าไหม รึไงจ๊ะ แล้วฉันก็คิดได้ในที่สุดว่า ถ้าเราทำเองเนี่ย เราจะได้น้ำเต้าหู้ที่มั่นใจในความสะอาดนะ ไม่หวานเกินไปด้วยนะ ไม่ผสมแป้ง ไม่ผสมสารอะไรประหลาดๆ ด้วยนะ เอาละนะ… ลงมือดีกว่า

 เริ่มจากไปซื้อถั่วเหลืองมาเลย ลองทำครั้งแรกก็ไม่ควรจะมากมายอะไร แค่กิโลเดียวก็น่าจะเหลือเฟือแล้วนา ราคาถุงละ 35 บาท

 

แทบทุกสูตรที่อ่านมา บอกให้แช่น้ำไว้อย่างน้อย 3 – 5 ชั่วโมง บางสูตรให้คั่วก่อน คิดว่าน่าจะทำให้กลิ่นหอมขึ้น แต่บังเอิญคนขยันอย่างฉันดันขี้เกียจ และใจร้อนอยากเห็นผลงานตัวเองเร็วๆ เลยไม่คั่วหรอกนะจ๊ะ แช่ไว้แค่สามชั่วโมงกว่าๆ ดูสภาพเม็ดถั่วเหลืองอิ่มน้ำพองตัว กะว่าน่าจะใช้ได้แล้ว ก็นำมาบดเลย ที่บ้านฉันมีเครื่องแยกกากผลไม้และเป็นเครื่องบดเครื่องโม่ได้ในตัว ก็เลยค่อนข้างสะดวก หากไม่มีเครื่องแบบนี้ก็ใช้เครื่องปั่นก็ได้นะคะ

ระหว่างโม่ถั่ว ก็ตวงน้ำสะอาดใส่หม้อที่จะใช้ต้มรอไว้เลยค่ะ ลืมบอกไปว่า ฉันใช้ถั่วเหลืองประมาณสองถ้วยตวง ใช้น้ำสะอาดประมาณห้าถ้วยตวง ห่อถั่วเหลืองที่บดได้ด้วยผ้าขาวบาง เมื่อน้ำในหม้อเดือดก็ใส่ทั้งห่อผ้าและน้ำถั่วเหลืองที่ได้จากการบดลงไปด้วย ต้มด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณสิบนาที ระหว่างนี้กลิ่นแบบเต้าฮู้วววเต้าหู้ ก็จะโชยมาให้ดีใจว่าเราทำสำเร็จแล้ว เย้!

และด้วยความงกของฉัน อยากได้น้ำเต้าหู้เข้มข้น ฉันก็ตักห่อผ้าถั่วเหลืองขึ้นมา ใช้ช้อนบดๆ ผ่านกระชอนอีกที ได้น้ำเต้าหู้อีกตั้งเยอะแน่ะ ใส่น้ำตาลนิดหน่อย ต้มต่ออีกสิบนาที ก็เป็นอันเสร็จพิธี ได้น้ำเต้าหู้รสชาติดีดังใจ

 เกิดมาไม่เคยกินน้ำเต้าหู้ที่ไหนอร่อยเท่านี้มาก่อนเล้ยยยย

 แหม่… ฟลุคจริงๆ

 ..ว่าไหมคะ เจ้าของบล็อกนี้ไม่ค่อยขี้คุยเลยเนอะ ..

 

ประมาณเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว

 เพื่อนสาวนางหนึ่งของฉันโทรศัพท์มาหาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ บอกข่าวคอนเสิร์ตใหญ่ของไมโคร ตามด้วยน้ำเสียงกังวาลวางอำนาจบังคับขู่เข็ญอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดว่า “แกต้องไปกับฉันนะ” ห้ามรับงาน ห้ามไปเที่ยวต่างจังหวัด ห้ามมีกิจธุระทั้งหลายทั้งปวง เพื่อที่พวกเราแกงค์สาวกมือขวาจะได้ไปดูคอนเสิร์ตนี้ด้วยกัน ฉันถามว่าบัตรราคาเท่าไหร่ล่ะ ถ้าแพงมากแบบสองสามพัน รักพี่หนุ่ยยังไงชั้นก็ไม่ไหวนะยะ ก็ตกลงกันที่ไม่เกินพันนึงละกัน แล้วฉันก็วางสายไป แต่แล้วก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ คือฉันลืมถามไปว่าคอนเสิร์ตมีเมื่อไหร่ วันไหน ยังไง โทรกลับไปถามเพื่อนอีกที จึงได้คำตอบว่า วันที่ 30 มกรา ปีหน้า ..

หา! 30 มกรา ปีหน้าเนี่ยนะ ..

สรุปว่า .. ไปๆๆๆๆ จองๆๆๆ ..

และแล้วเมื่อคืนนี้ฉันและผองเพื่อนรวมสี่คน ก็ได้ไปดูคอนเสิร์ตที่รอคอยข้ามปี ก่อนเข้างานเราก็เดินเตร็ดเตร่เลือกซื้อหาของที่ระลึกตามธรรมเนียม ได้เสื้อยืดคอนเสิร์ต 25 ปี มาคนละตัวสองตัว ฉันอดที่จะนึกย้อนกลับไปถึงสมัยเรียนด้วยกันไม่ได้จริงๆ เสื้อของพวกเราแต่ละคนในตอนนั้นไม่มีใครใส่เกินไซส์เอ็ม แต่มาคราวนี้ถามหาไซส์แอล และเอ๊กซ์แอลอย่างมั่นใจในรูปร่างตัวเองมากว่าไม่สามารถเรียกหาไซส์เอสไซส์เอ็มให้อับอายได้เลยนะจ๊ะ … ได้เวลาประตูเปิดให้เข้าฮอลล์ เราได้ที่นั่งชั้นสามแถวหน้าสุด มีเหล็กกั้นกันตกแค่นั้นเอง เพื่อนของฉันดี๊ด๊ากันใหญ่ว่าถึงจะไกลไปหน่อยแต่ก็ไม่มีอะไรบดบัง แถมยังมีราวเหล็กไว้ให้เกาะเวลาเต้นจนหมดแรงอีกด้วย น้องสตาฟคนหนึ่งคงได้ยินพวกเราคุยกัน รีบเดินมาบอกว่า พี่ครับ เหล็กนี่ไม่แข็งแรงนะครับ ระวังๆ ไว้ก็ดีนะครับ …

ประมาณเกือบๆ สองทุ่ม ไฟฮอลล์เริ่มดับ เสียงกรี๊ดดังไปทั่ว …

 และแว่วไปด้วยเสียงตื่นเต้นกร๊ดกร๊าดประมาณว่า… อ๊ายยย พี่หนุ่ยจะมาแว้ววว

หลังจากเพลงสรรเสริญบารมี จบลง สาวกมือขวาก็กรี๊ดรอ กันอีกรอบ พี่หนุ่ยและไมโคร…มาแว้ววววว กรี๊ดดดดดดด

 ฉันจำไม่ได้ว่าเพลงเปิดคือเพลงอะไร ไม่แน่ใจว่าใช่หมื่นฟาเรนไฮต์รึเปล่า รู้แต่ว่าช่วงเพลงนี้ดังขึ้น เมื่อแสงบนเวทีเป็นโทนแดงร้อนไปหมด มือขวาของแทบทุกคนก็ทำงานอย่างอัตโนมัติ บางคนลุกขึ้นยืน บางคนยังคงนั่งเก็บแรงไว้ พร้อมทั้งชูมือขวาขึ้นตามจังหวะเพลงตามธรรมเนียมสาวกไมโคร ฉันก็เริ่มเห็นสัจธรรมอะไรบางอย่าง … ” ..หมื่นๆๆๆๆ ฟาเรนไฮต์! ร้อนๆๆๆ เกินทน มันร้อนเป็นไฟ ใจมันร้อนเป็นไฟ หมื่นๆๆฟาเรนไฮต์ ..” มองลงไปข้างล่าง โซนกลางฮอลล์ โซนนี้บัตรราคา 3500 บาท เต็มแทบทุกที่นั่งเลย กำลังซื้อของคนรุ่นนี้ย่อมมีสูงอยู่แล้ว แต่เอ๊ะ ลุงที่กำลังชูมือขวา โยกตัวเต้นตามพี่หนุ่ยอยู่นั่นหัวล้านแล้วนะ ป้าคนนั้นก็อีกพุงป่องเชียว แถวนั้นก็หัวล้าน ตรงนี้ก็แก่ ตรงข้างๆ ฉันก็แก่ คิดได้ดังนั้นรู้สึกเมื่อยแขนมาก อะไรกันเนี่ย แค่เพลงสองเพลงเองนะ คอนเสิร์ตพึ่งจะเริ่ม ทำไมเหนื่อยอย่างนี้หวา ไม่เอาน่าเพื่อนๆยังไม่เห็นท่าว่าจะเหนื่อย หน้าตางี้เบิกบานราวกับกำลังระลึกชาติย้อนไปสมัยดูคอนเสิร์ตเขียวหวานบนดาดฟ้าเซ็นทรัลลาดพร้าวเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน ถึงกระนั้นฉันก็ยังแอบสงสัยว่ามันไม่เหนื่อยกันรึไงว้า หรือเป็นเพราะเราไม่ค่อยได้ออกกำลังกายถึงได้เหนื่อยง่ายอย่างนี้ แถมอยากจะกรี๊ดส่งเสียงไปถึงพี่หนุ่ย ก็กรี๊ดได้แค่สองสามครั้งแล้วก็เจ็บคอไม่สามารถฝืนสังขารกรี๊ดต่อได้อีก คิดได้ไม่ถึงอึดใจ เพื่อนนางหนึ่งก็หันมาบอกว่า เหนื่อยว่ะ อีกนางหนึ่งไม่พูดอะไรเพียงแต่ควักยาดมขึ้นมาดมให้เห็นกันจะๆเท่านั้น ดีนะที่ยังมีเพลงช้ามาขั้นทำให้ได้พักบ้าง สลับเพลงช้าเพลงเร็วบ้าง นอกจากจะกรี๊ดพี่หนุ่ยและไมโครแล้ว บรรดาแขกรับเชิญก็เป็นที่ถูกอกถูกใจ ไม่ว่าจะเป็นบิลลี่ เสกโลโซ ใหม่ เจริญปุระ และแด๊กซ์ บิ๊กแอส โดยรวมแล้วก็สนุกดี มีติติงนิดหน่อยตรงระบบเสียงที่รู้สึกว่าไม่ดีเท่าที่ควร จอมอนิเตอร์ใหญ่สองข้างเวทีก็ดับเป็นระยะๆอีกด้วย

พวกเราร้องเพลงในคอนเสิร์ตนี้ได้ทุกเพลง แต่ยกมือเต้นตามเพลงมันส์ๆ ทุกเพลงไม่ไหว ชี้ชวนกันดูใต้วงแขนที่มันแกว่งไกวตีปีกพรึ่บๆ แล้วก็ได้แต่ขำ โยกหน้าโยกหลังส่ายก้น สะโพกอันหนาขาอันล่ำก็ชนกันเองอีก

เวลาผ่านไป 25 ปี พี่หนุ่ยถามว่า ” ใครมีทายาทแล้ว ยกมือขึ้น “

ชูมือกันพรึ่บ! …

 

แกงส้ม และ ต้มยำ  เป็นเมนูที่ฉันมักจะใช้วัดระดับความอร่อยของร้านอาหารต่างๆ ที่ได้ไปชิมเสมอ เพราะเป็นอาหารที่ดูเหมือนทำง่าย ใครๆ ก็ทำได้ แต่ฉันว่ามันทำให้อร่อยกลมกล่อมยากนะ   สั่งแกงส้มบางร้านมาชิม นึกว่าทำต้มส้มมาซะอีก หวานเกินบ้าง เปรี้ยวเกินไปบ้าง บางร้านน้ำแกงข้นคลั่ก บางร้านน้ำแกงใสจ๋อง  ขาดๆ เกินๆ    แต่ก็มีไม่น้อยเลยที่ทำได้ทีเด็ดจริงๆ รสชาติจี๊ดจ๊าดอร่อยกำลังดี 

กุ้งอบวุ้นเส้นก็เป็นอีกหนึ่งเมนูที่หาร้านทำอร่อยจริงๆ ได้ยาก ทั้งๆที่ร้านอาหารส่วนใหญ่จะมีเมนูนี้ไว้ เพราะเป็นเมนูฮิต และทำราคาได้ดี  ใครต่อใครก็รู้ว่ากุ้งมีราคาแพง ทั้งๆที่จริงๆแล้วชอบกินวุ้นเส้นมากกว่ากุ้ง  เท่าที่ฉันสังเกตพฤติกรรมการกินของญาติพี่น้องเพื่อนฝูง ถ้ามีการสั่งเมนูกุ้งอบวุ้นเส้นมากินแล้วละก็ไม่ว่างานไหนๆ วุ้นเส้นจะหมดก่อน ส่วนกุ้งนี่ต้องมีการเกี่ยงกันอย่างเหนือชั้น มักจะแย่งกันทำเป็นผู้เสียสละให้ผู้ร่วมวงยกกุ้งให้คนโน้นคนนี้ แล้วก็ต่างคนต่างรู้กันว่า จริงๆแล้วน่ะแกขี้เกียจแกะกุ้งใช่ไหมล่ะ วุ้นเส้นมันกินง่ายและอร๊อยยยอร่อย ใช่ม๊ายยย

ส่วนบรรดาสิ่งที่จะเหลือคาก้นหม้ออบก็มักจะเป็นท่อนขิงแก่ๆ และก้อนหมูติดมัน ซึ่งก็สมควรแล้วที่จะไม่มีใครกิน ก็มันไม่อร่อยนี่นา  เพราะฉะนั้น เวลาที่ฉันทำกุ้งอบวุ้นเส้นกินเองที่บ้าน ปัญหาของเหลือก้นหม้อเหล่านี้จะต้องได้รับการจัดการ… ขิงแก่ไม่อร่อย ก็เปลี่ยนเป็นใช้ขิงอ่อนแทน  ก้อนหมูมันๆ ไม่อร่อยแถมยังอ้วนมากๆ อีก ก็เปลี่ยนเป็นใช้เบคอนซะเลย  ถึงจะกินแล้วอ้วน มันก็คุ้มกับความอร่อยที่แลกกันมา ฮ่าๆ

วันนี้นึกครึ้มอยากจะอัพบล็อกเล่าถึงกรรมวิธีทำ กุ้งอบวุ้นเส้น แบบละเอียดๆ พยายามจะถ่ายรูปให้ครบถ้วนทุกขั้นตอนแล้วนะคะ แต่ก็ได้มาแค่สองรูปน่ะ พึ่งพบว่าการถ่ายรูปไปทำกับข้าวไปเป็นเรื่องที่ต้องเทพมากๆ  คนอื่นเขาทำกันได้ยังไงเนี่ย ฉันไม่สามารถจริงๆ 

วัตถุดิบที่เตรียมไว้ประกอบเมนูนี้ คือ  วุ้นเส้น  กุ้ง เบคอน ผักชี (เน้นราก) พริกไทยดำ พริกหอม( ชวงเจีย)   ขิง กระเทียม  น้ำมันพริกเผา นมข้นจืด ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ น้ำมันหอย น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย น้ำมันงา   เอาเป็นว่าในครัวมีเครื่องปรุงรสอะไรก็ใช้มันหมดเลย 555

กรรมวิธีเริ่มจาก แช่วุ้นเส้นในน้ำธรรมดาไว้สักห้านาที  หม้ออบขนาดธรรมดา ใช้วุ้นเส้นห่อเล็กที่มีขายทั่วไปก็จะกำลังพอเหมาะพอดีนะคะ ตัดเบคอนเป็นชิ้นสั้นๆ วางลงให้ทั่วก้นหม้ออบ วางขิงทุบๆ ลงไป ใส่กระเทียมโขลกกับรากผักชี ลงไป ใส่กุ้งเรียงทั่วๆ โรยพริกหอม (ชวงเจีย) แล้วจึงใส่วุ้นเส้นโปะเป็นชั้นบนสุด  

ทีนี้ก็หาถ้วยสำหรับผสมน้ำปรุงรสค่ะ  ใส่นมข้นจืดไปสักสี่ช้อนโต๊ะ น้ำธรรมดาสี่ช้อนโต๊ะ น้ำมันพริกเผาหนึ่งช้อนโต๊ะ น้ำมันหอย น้ำมันงา ซีอิ๊วขาว อย่างละหนึ่งช้อนโต๊ะ น้ำตาลทรายครึ่งช้อน น้ำตาลปี๊บครึ่งช้อน  ซีอิ๊วดำสักครึ่งช้อน คนๆ ให้เข้ากัน แล้วราดลงในหม้ออบ

ตั้งไฟกลางๆ ปิดฝา อบสักสามสี่นาที ก็จะได้กุ้งอบวุ้นเส้นหน้าตาดี กลิ่นหอมฉุย โรยผักชีประดับหน้าซะหน่อยจะยิ่งน่ากิน

ส่วนรสชาติจะเป็นไงนั้นแล้วแต่ฝีมือและวาสนานะจ๊ะ

moment

..

นอกจากพลังใจแล้ว ยังต้องใช้พลังของสองมือนั้นด้วยสินะ จึงจะดึงหน้ากากที่เป็นเครื่องช่วยหายใจออกไปจากใบหน้าอันไร้ค่าของหล่อนได้ 

 หล่อนเพ่งมองใบหน้าสงบนิ่งนั้น ยังคงทิ้งร่องรอยคราบน้ำตาที่ฟ้องถึงความเจ็บช้ำในวันคืนเก่าก่อน ย้อนไกลกลับไปยังแววตาที่หล่อนไม่อาจเข้าถึงได้ คำพูดทั้งหลายทั้งปวงที่พรั่งพรูออกมา ความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วต่างๆนานาอันทำให้หล่อนไม่อาจตั้งสติรับได้ทัน  แม้หล่อนจะใช้ความพยายามสักเท่าใดในการทำความเข้าใจ ณ ช่วงเวลาเหล่านั้น หล่อนก็ไม่อาจเข้าใจได้  จนกระทั่งหล่อนได้มองภาพตัวเองอย่างจริงๆจังๆ ขณะนี้ 

หล่อนเข้าใจแล้ว แววตานั้น คำพูดเหล่านั้น ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งปวงนั้น 

หล่อนมองร่างไร้วิญญานของตัวเอง..แล้วยิ้มออกมาอย่างมีสติ

..

หมอดู – ดวงเมือง

..

ในฐานะที่ฉันเป็นคนร่ำเรียนวิชาโหราศาสตร์มาพอสมควร ทำนายทายทักดวงชะตาให้ใครต่อใครมาก็นับว่าไม่น้อย ยึดมั่นในจรรยาบรรณโหรตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้อย่างเคร่งครัด

 ฉันไม่ไปเที่ยวป่าวประกาศว่าดวงคนนั้นคนนี้จะเป็นอย่างไรหากเจ้าของดวงเขาไม่ได้อนุญาต ถึงแม้เขาคนนั้นจะเป็นบุคคลสาธารณะก็เถอะ ยิ่งเรื่องดวงเมืองด้วยแล้ว โบร่ำโบราณมาพระยาโหราผู้ที่ทำหน้าที่ทำนายดวงเมืองก็เพื่อถวายคำทำนายดวงเมืองให้พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบแนวโน้มแนวทางความเป็นไปของบ้านเมือง เพื่อที่จะได้หาทางบรรเทาทุกข์ภัยให้ราษฏร หาแนวทางบริหารจัดการราชการแผ่นดิน..เท่านั้น

ไม่มีการป่าวประกาศปาวๆ สร้างความวิตกกังวลหรือบางคำทำนายอาจถึงขั้นชี้นำให้คนทั่วไปในสังคมอย่างยุคสมัยนี้

ในปัจจุบัน คณะบุคคลที่มีอำนาจบริหารแผ่นดินคือรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ว่าใครคนใดในคณะบุคคลเหล่านี้มีความเชื่อคำทำนายทายทักของท่านโหราจารย์ท่านใดหรือไม่อย่างไร เพราะเวลาเราใช้สิทธิ์เลือกคนเหล่านี้เข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองเราก็ไม่ได้พิจารณาข้อนี้สักหน่อย เราดูที่วิสัยทัศน์ จริยธรรม การศึกษา ความสามารถและประสบการณ์ที่เขานำเสนอให้เราได้รู้ เขาจะหยิบจับเอาคำทำนายทายทักมาประกอบการบริหารแผ่นดินด้วยหรือไม่ เราก็ไม่มีทางได้รู้

ฉันอ่านคำทำนายดวงเมืองปี 2553 ของบรรดาท่านโหราจารย์และหมอดูหลายต่อหลายคนแล้วอดที่จะออกความเห็นไม่ได้จริงๆ ไม่ขอพูดในประเด็นแม่น หรือ ไม่แม่น จะเป็นจริง หรือ ไม่เป็นจริง ฟันธงหรือฟันทิ้ง คอนเฟิร์มหรือคอนเฟอะ ฉันเพียงแต่สงสัยว่า ออกมาทำนายเพื่อ……

เพื่ออะไรคะ หวังดีต่อประเทศชาติหรือ..

เพื่อให้ผู้คนเตรียมตัวเตรียมใจวางแผนการใช้ชีวิตหรือ..

คิดหรือไม่ว่าอาจมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อคำทำนายของท่านคนใดคนหนึ่งอย่างสนิทใจอันอาจเนื่องมาจากชื่อเสียงและผลงานที่ท่านๆสะสมมานาน เขาจะเชื่อสนิทใจในคำทำนายที่อาจจะจริงหรือไม่จริง แม่นหรือไม่แม่น ใกล้เคียงหรือห่างไกลจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง คำทำนายต่างๆเช่นที่บอกว่าอนาคตจะมีเหตุการณ์เลวร้าย ภัยพิบัติทางธรรมชาตินานา หุ้นร่วง เครื่องบินตก น้ำมันแพง ทองขึ้นราคา การเมืองย่ำแย่ เศรษฐกิจตกต่ำ บลาๆๆๆๆๆ …

สภาพจิตใจ ภาวะอารมณ์ของสังคมจะเป็นอย่างไรคะ

แม้จะมีหลายท่านที่กำกับเน้นย้ำท้ายคำนายว่า เป็นสถิติ เป็นการวิเคราะห์ ตามดวงดาวเท่านั้น อย่างมงาย.. ก็ตาม จริงอยู่ที่มีผู้คนอีกกลุ่ม ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยในสังคม ที่ดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท ตั้งอยู่ในศีลธรรม ตั้งอยู่ในวิจารณญานที่ดี มีสามัญสำนึกที่ดี รู้จักคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล เมื่อเขาได้ยินได้ฟังคำทำนายทายทักของท่านๆแล้ว สามารถพิจารณาได้ว่าสิ่งใดที่ฟังแล้วน่าจะหยิบจับมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และรู้ว่าสิ่งใดไร้สาระไม่ควรนำมาคิดให้รกสมอง

แต่ท่านตรวจดวงดาวดวงเมืองของประเทศแล้วก็น่าจะรู้ว่า

มีผู้คนกลุ่มไหนอยู่ในสังคมไทยมากกว่ากัน 

..

 มัช

 ..

ที่สุดของฉัน365 วันประจำปี 2552 …

เครื่องดื่มโปรดปรานที่สุด … อเมริกาโน่ร้อน

เมนูอาหารเช้าที่กินบ่อยที่สุด … ข้าวกล้อง+ปลาทูทอด+แกงจืด

เมนูอาหารกลางวันที่กินบ่อยที่สุด … ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยว

เมนูอาหารเย็นที่กินบ่อยที่สุด … ข้าวต้มเครื่อง

จังหวัดที่ไปบ่อยที่สุด… สมุทรสาคร สมุทรสงคราม

ประเทศในฝันที่อยากไปที่สุด.. อินเดียและมองโกเลีย (เหมือนปีก่อนๆ)

เพลงที่ฟังบ่อยที่สุด… ยังคงเป็น Anywhere is ของ Enya แชมป์เก่า

เสียงริงโทนของโทรศัพท์มือถือที่ชอบใช้ที่สุด.. เสียงแตรรถบรรทุก

(เพื่อนหลายคนบอกว่า นึกว่าเสียงช้างร้องซึ่งเหมาะสมกับเจ้าของเครื่องมาก )

และ เพลงแมงมุมท้องป่อง ( ป่อง ป่อง ปอง ป๊อง เจ้าแมงมุมท้องป่อง ..

ของพี่แมว จิรศักดิ์  ปานพุ่ม )

รายการทีวีที่ดูบ่อยที่สุด..ยังคงเป็น เก็บตกจากเนชัน ช่วงเช้า

ละครทีวีที่ชอบที่สุด.. ผู้ใหญ่ลีกับนางมา และ สูตรเสน่หา

สถานีโทรทัศน์ที่ชอบที่สุด.. ไทยพีบีเอส  รายการดีๆ ทั้งนั้น ยกเว้นข่าว

ภาพยนตร์ที่ชอบที่สุด.. Avatar

สิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ภายในปี 2552 ..ได้แก่

- ได้โยกย้ายตัวเองไปเปิดร้านกาแฟเล็กๆ

ที่รีสอร์ทและร้านอาหารของเพื่อนที่สมุทรสาคร

 ประมาณสามสี่เดือน แล้วก็มีเหตุจำเป็นต้องย้ายกลับกรุงเทพ

- ได้ไปนั่งทำนายดวงชะตาชีวิตให้ใครต่อใครที่อัมพวา

ประมาณสี่ห้าสัปดาห์ แล้วก็มีเหตุเรื่องสุขภาพของตัวเอง

- ไปร่ำเรียนโหราศาสตร์ไทยเพิ่มเติม

 ตำราพ่อครูพราหมณ์เลี่ยมเพ็ชรรัตน์

- มีงานเขียนคอลัมน์ทำนายดวง หนังสือการ์ตูนฮาจะเกร็ง ของลักษ์666

………………….

ปีเก่าผ่านไปปีใหม่ใกล้จะมาถึง จึงทบทวนปีที่ผ่านมาไว้ตามนี้

ขอให้ทุกท่านที่ผ่านมาผ่านไปมีความสุขทุกสิ่งอย่างตามตั้งใจ

โอมเพี้ยง!

.. มัช ..

To whom it may concern

เขาย่อมรู้สึกดี ..
เมื่อมีใครที่เขารู้สึกดีๆด้วยแสดงออกว่ารู้สึกดีๆ กับเขา

ความรู้สึกดีๆ ของเราที่ยังคงรู้สึกดีๆ
และเห็นเขาเป็นใครคนหนึ่งที่มีค่าอย่างมากสำหรับเรา
ย่อมเลือนลางไปจากสายตาเขาเป็นธรรมดา
ถึงแม้วันเก่าก่อนเขาเคยรับรู้ เห็นคุณค่าและ
แสดงออกถึงความยินดีนั้น

อย่าได้น้อยใจ
อย่าได้เสียใจ

ไม่ว่าเราจะเป็นตายร้ายดีและรู้สึกอะไรยังไง
เขาไม่ยินดียินร้ายและไม่ใส่ใจอะไรหรอก

ฉันปิดหนังสือเล่มนั้น แล้ววางไว้บนชั้นวางหนังสือ
ก่อนหน้านั้นมันจะถูกฉันหยิบมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นับตั้งแต่ประมาณต้นๆ ปี 2548
แรกๆ หนังสือเล่มนี้วางอยู่บนชั้นหนังสือในส่วนที่-
ฉันจัดไว้โดยเฉพาะสำหรับหนังสือที่พึ่งเริ่มอ่าน
เพราะเมื่อเริ่มเปิดอ่านครั้งแรกนั้น อ่านไปได้เพียงแค่หน้าสองหน้า
ก็เป็นอันว่ามีเล่มอื่นที่น่าสนใจกว่า สนุกกว่า ให้นึกถึง
ฉันจึงเปิดเล่มอื่นๆ อ่านต่อจากที่อ่านค้างไว้
แล้วนำหนังสือเล่มที่ว่านี้ไปเก็บไว้ที่ตำแหน่งเดิม
ขอเรียกเล่มนี้ว่า ” ต้นปี 48 “
หน้าปกของ “ต้นปี48” ไม่ได้โดดเด่นสะดุดตามากมาย ออกจะราบๆ เรียบๆ
ท่วงทำนองของการเขียนในหน้าแรกๆ ก็ไม่ต่างไปจากหน้าปกนัก
เพียงแต่ว่าสามารถรู้สึกได้ถึงพลังประหลาดบางอย่าง
ที่ทำให้ฉันเลือกที่จะวางไว้ในชั้นหนังสือส่วนตัว
เพื่อที่เมื่อมีเวลา เมื่อนึกถึง จะหยิบมาเปิดอ่านหน้าต่อไปและต่อไป

จากแรกๆ ที่อ่านแล้วไปวางในชั้นวางหนังสือ แล้วหยิบเล่มอื่นๆ อ่านสลับกัน
ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นอ่านแล้ววางไว้ใต้หมอน เพื่อที่เมื่อนึกถึงจะได้หยิบง่าย
กลายเป็นว่าฉันติดหนังสือเล่มนี้หนึบหนับเมื่ออ่านมาถึงประมาณกลางๆ เล่ม
คืนไหนนอนไม่หลับ การอ่าน “ต้นปี 48 ” ก็ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลาย
บางวันฉันต้องออกไปธุระตามที่ต่างๆ ฉันก็หยิบติดไม้ติดมือไปอ่านด้วย
วิธีอ่านก็ต่างจากหนังสือเล่มอื่นๆ ฉันอ่านบางหน้าซ้ำแล้วซ้ำอีก
บางทีก็อ่านจากหน้าแรกๆ แล้วกระโดดไปหน้าท้ายๆ วนไปเวียนมา
บางประโยคบางย่อหน้า อ่านเป็นสิบเป็นร้อยรอบ จำได้ขึ้นใจ
เรื่องราวต่างๆ ของ “ต้นปี 48” วนเวียนอยู่ในหัวของฉันทั้งวันทั้งคืน
ไม่ว่าหลับไม่ว่าตื่น อาจเรียกว่าหลงรักทุกตัวอักษรเลยทีเดียว

ดูเหมือนว่า..
การที่เรารักหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งสักเล่มไม่น่าจะเสียหายอะไร
แต่ “ต้นปี48” ก็ก่อให้เกิดปัญหากับฉันจนได้
ฉันแยกความรู้สึกต่างๆที่มีต่อหนังสือเล่มนี้ออกจากความคิดและชีวิตจริงไม่ได้
หลายคนบอกว่าฉันซึมเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด เขาดูออกว่าเพราะหนังสือ
ฉันอ่อนไหวไปกับภาวะของเรื่องราว เอาใจช่วย อวยพร หวังดี โกรธเกรี้ยว
และอีกหลายๆ ความรุ้สึกที่เกาะติด
ฉันร้องไห้บ่อย จนรู้สึกรำคาญใจในความขี้แงอ่อนแอของตัวเอง
เพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่งบอกว่า ฉันอาการหนัก
ปล่อยให้หนังสือเล่มหนึ่งมีอิทธิพลต่อความรุ้สึกขนาดนี้ได้ยังไง
ฉันไม่ต่อปากต่อคำ ยังคงก้มหน้าก้มตาอ่านต่อไป
อ่านแล้วยิ้ม อ่านแล้วหัวเราะ อ่านแล้วอบอุ่น
อ่านแล้วเศร้า อ่านแล้วสุข …
แล้วจู่ๆ บางหน้าก็ขาดหายไป
มีร่องรอยของการเขียนแล้วลบทิ้งอย่างไม่แยแสเสียด้วย
ทำให้เรื่องราวไม่ค่อยปะติดปะต่อ ซับซ้อนวกไปวนมา
จนฉันงงไปหมด อาจเป็นได้ว่าคนเขียนเองก็ งงๆ
ว่าจะเดินเรื่องช่วงนั้นๆยังไงดี
เขาจึงข้ามๆ ไป ทำลืมๆ ตอนสำคัญๆ บางตอนไป
คนอ่านอย่างฉันจึงได้แต่เสียดายและไม่เข้าใจ
ถึงขั้นตีโพยตีพายเขียนจดหมายต่อว่าโวยวายว่าคนเขียนช่างใจร้าย
แล้งน้ำใจกับคนอ่านที่ซื่อสัตย์ต่องานเขียนของเขาอย่างฉันได้อย่างไร

จะนับว่าเป็นโชคดีของฉันหรืออย่างไรไม่ทราบ
วันนี้ฉันเปิด “ต้นปี48” ไปถึงหน้าท้ายๆ ของเล่ม
เป็นหน้าหนึ่งหน้าเดียวที่ฉันไม่เคยเห็นไม่เคยเปิดอ่าน
ฉันจึงอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจอย่างยิ่ง
แล้วพบว่า …
บทสรุปของเล่มทั้งหมดอยู่ที่หน้านี้นั่นเอง
และทำให้ฉันตัดสินใจว่าต่อไปนี้ฉันจะได้กลับออกไปสู่โลกภายนอก
ใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวา สบายใจ ปลอดโปร่งโล่งใจ
นับจากวันนี้ฉันไม่ต้องรู้สึกเอาใจช่วย ไม่ต้องห่วงใย
ไม่ต้องใส่ใจอะไรๆ ที่เป็นหนังสือเล่มนี้อีก

“ต้นปี 48” ฉันรู้จักเธอดีพอแล้ว

เธอจึงไม่มีอะไรที่น่าสนใจสำหรับฉันอีกต่อไป
เธอเป็นเพียงหนังสือที่ฉันใช้เวลาอ่านตั้งแต่ต้นปี 2548
จนถึงวันนี้ เกือบๆ สิ้นปี 2552 เพียงเพื่อจะพบว่า

เธอช่างเป็นหนังสือที่ไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปเอาซะเลย

ฉันปิด “ต้นปี 48” เอาไปเก็บในชั้นหนังสือ ส่วนที่ฉันจัดไว้โดยเฉพาะ
สำหรับหนังสือที่อ่านแล้วและไม่ประทับใจ
( ส่วนใหญ่แล้วหนังสือที่อยู่ในชั้นนี้จะถูกหลงลืมหรือทิ้งหรือบริจาคในวันข้างหน้าเสมอ)

เพราะมั่นใจว่าจะไม่หยิบ “ต้นปี48” มาเปิดอ่านอีกแล้ว แน่ๆ

2012 และ This is it

สำหรับหนังสองเรื่องนี้ มีหนึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดคำถามเหมือนกันมากๆ

ก็คือว่า…  ทำไมค่าตั๋วมันแพงอย่างนี้

ถามพนักงานขายตั๋ว ก็ได้คำตอบว่า

This is it ฉายเฉพาะโรงดิจิตอลเท่านั้น ราคาจึงเป็น 150  กับ 160

2012  หนังยาว เลยขอเพิ่มราคาตั๋วเป็น 140 กับ 150

This is it  .. ดูแล้วชอบไมเคิลมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

สมแล้วที่เป็นซุปเปอร์สตาร์ของโลก ใส่ใจรายละเอียดของงานทุกเม็ด

นิสัยการทำงานร่วมกับผู้อื่นดีมาก มารยาทดีมาก ฉลาดวางตัว

มีความมุ่งมั่นทุ่มเทสูง อดทนสูง 

ความสามารถทั้งร้องทั้งเต้นทั้งการสร้างสรรค์อย่างเทพ 

โดยรวมๆ แล้วหนังเรื่องนี้ดูเพลินดี ทูอินวัน ทั้งหนังทั้งคอนเสิร์ต

สรุปว่าไม่เสียดายตังค์

..

2012  เทคนิคต่างๆ อลังการงานสร้างภาพ

เนื้อเรื่องก็ตามสไตล์หนังมหันตภัยทั้งหลายทั้งปวง

แต่ความสมจริงนานับประการนี่ควรมองข้ามและทำใจว่ามันคือหนังนะจ๊ะเธอ

ชอบ The day after tomorrow มากกว่า

ไม่เสียดายตังค์แต่คราวหน้าถ้ามีหนังแนวนี้อีกก็ไม่ดูแล้วแหละ

..เทศกาลดูหนัง..

..

แปลกใจว่าทำไมเดือนนี้ จึงเป็นเดือนที่ไปดูหนังบ่อยๆ  ทั้งๆที่ในกระเป๋ามีตังค์โคดจะน้อย

แต่ว่า  แต่ละเรื่องก็ อร๊อย อร่อย  ตังค์ที่ว่าน้อยๆ เลยรู้สึกคุ้ม

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ดูแล้วละเมออยากเจอลุง(เคน)บ่อยๆ

 มหาลัยสยองขวัญ ใจสั่นเล็กน้อย  อาจจะด้อยกว่าเรื่องอื่นหน่อยไม่ค่อยประทับใจ

 ”เฉือน” นี่ซิ่ ที่สุโค่ยยยยย แม่เจ้าโว้ย เป็นหนังไทยที่บทเจ๋ง

มีบ้างบางช็อตน่ายำเกรง แนววังเวงหดหู่สะเทือนใจ

และมีบ้างบางอย่างแอบเวอร์ไป   แฟนตาซีนิดๆ แต่ยังไหว

ไม่ค่อยสมเหตุผลแต่เข้าใจ มองข้ามได้ไม่คิดมาก … ชอบจังเล้ย

อาทิตย์นี้ว่าจะดู พี่ไมเคิล อาทิตย์หน้าอีกเรื่องโลกถล่ม สองศูนย์หนึ่งสอง จะไปดูกับอีกคน

แล้วก็จน อีกหนึ่งเดือน …  แน่ๆ เยย

..

Older Posts »